Imposter Syndrome โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เคยเก่ง

บางครั้งในสายตาคนอื่น อาจจะมองว่าเราดูเป็นคนเก่ง ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ ดูว้าว ดูน่าสนใจ และดูเป็นคนที่มีความสามารถที่ทุกคนยอมรับ แต่ในความคิดของเรากลับตรงกันข้าม เรารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความสามารถน้อยกว่าคนอื่นด้วยซัำ ทุกคนเคยมีความรู้สึกแบบนี้ เกิดขึ้นกับตัวเองกันบ้างหรือเปล่า?


ถ้าเกิดว่ามีความรู้สึกแบบนี้อยู่ละก็ แสดงว่าทุกคนกำลังมีความเสี่ยงจะมีอาการที่ถูกเรียกว่า

“Imposter Syndrome” ซึ่งเป็นอาการอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง มองว่าตัวเองไม่เก่ง ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเราด้อยกว่าอยู่เสมอ หรือที่เรียกว่า Low-Self Esteem ซึ่งเป็นภาวะที่เราจะรู้สึกไม่พึงพอใจในตัวเอง ในบทความนี้พวกเรา DOPE EYES เลยจะพาทุกคนไปสำรวจตัวเองกันว่ากำลังมีความเสี่ยงที่จะเป็น Imposter ในหมู่คนทั่วไปกันหรือเปล่า รวมถึงแนะนำวิธีจัดการกับมัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!


4 ลักษณะนิสัยของคนที่เป็น Imposter Syndrome

สำหรับโรค “Imposter Syndrome” นั้น สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป แต่จะเกิดขึ้นมากที่สุดกับคนในช่วงวัยทำงานที่มีอายุ 25 - 40 ปี สาเหตุเพราะเป็นช่วงที่ต้องก่อร่างสร้างตัว สร้างฐานะให้กับตัวเอง ทำให้มีความกดดันมากกว่าคนในวัยอื่นจนเกิดเป็นความเครียดสะสม ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่ทำให้คนในวัยนี้ส่วนใหญ่จะเป็นโรคนี้กัน แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเรานั้นกำลังเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ มาสำรวจตัวเองกัน

ด้วย “4 ลักษณะนิสัยของคนที่เป็น Imposter Syndrome”

1. The Perfectionist


นิสัยที่เวลาจะทำอะไรจะต้องสมบูรณ์แบบไปหมด แต่ในความสมบูรณ์แบบนั้นลึก ๆ ข้างในกลับมีแต่ความรู้สึกที่ลังเล ไม่ได้เชื่อในความสามารถของตัวเอง จะชอบย้ำคิด ย้ำทำในเรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ


2. The Expert


นิสัยที่ต้องมีการเตรียมพร้อมไปซะทุกเรื่อง ต้องมีความรู้จนเชี่ยวชาญก่อน ถึงจะกล้าแสดงความคิดเห็น และลงมือทำ ส่วนเหตุผลที่ต้องเตรียมพร้อมจนเชี่ยวชาญ ก็เพราะคนที่มีนิสัยแบบนี้จะมีความคิดว่าถ้าไม่รู้ทุกอย่างจะหมายความว่า “เราไม่เก่งจริง” และอีกเหตุผลก็เพราะกลัวจะดูไม่ฉลาดในสายตาคนอื่น


3. The Natural Genius


นิสัยที่เชื่อว่าตัวเองนั้นเก่งตั้งแต่เกิด คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์มากมาย เลยทำให้เวลาเจออะไรที่ตัวเองไม่เคยรับมือมาก่อน จะต้องใช้เวลามากเป็นพิเศษ ซึ่งพอเจออะไรที่ยาก ๆ ก็จะทำให้คนที่มีนิสัยนี้คิดว่า ตัวเองก็ไม่ได้เก่งจริงอย่างที่คิด


4. The Soloist


นิสัยที่จะไม่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ถึงแม้ว่าจะมีคนที่เต็มใจมาช่วย ก็จะถูกปฏิเสธกลับไปอยู่ดี สาเหตุเพราะคนที่มีนิสัยนี้มีความเชื่อว่า หากได้รับความช่วยเหลือ เท่ากับว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่เราทำขึ้นมาเอง


5 วิธีจัดการกับโรค "Imposter Syndrome"


“Don’t freeze and find your way out.” นี่เป็นคำพูดของ Mike Cannon-Brookes ที่พูดใน TED Talks ถึงสิ่งที่ต้องทำเมื่อต้องเจอกับสภาวะ "Imposter Syndrome" ซึ่งความหมายก็คือ “ให้เราอย่าหยุดนิ่งและหาทางออกให้ได้” ดังนั้นพวกเราเลยนำ “5 วิธีจัดการกับโรค Imposter Syndrome” มาฝากทุกคนกัน


1. หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น


ทุกคนล้วนมีความสามารถที่แตกต่างกัน ในแต่ละคนนั้นย่อมมีสิ่งที่เก่งและมีความสำคัญ ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะไม่มีใครที่จะสามารถมาแทนตัวคุณได้ นอกจาก “ตัวคุณเอง”


2. คุยกับคนอื่นให้มากขึ้น


จำไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีเพื่อนพี่น้อง หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานที่คุณสามารถพูดคุยด้วยได้ ไม่จำเป็นต้องเก็บสิ่งที่คิดไว้ในใจตลอด แชร์เรื่องราวของตัวเองกับคนอื่นบ้าง


3. มั่นใจในตัวเอง


มั่นใจในความสามารถของตัวเอง เพราะถ้าคนอื่นทำได้ เราก็ทำได้เหมือนกัน โดยอาจจะเริ่มจากค่อย ๆ เรียนรู้และลงมือทำให้มากขึ้น สุดท้ายในอนาคตก็จะเกิดการพัฒนาของเราอย่างเห็นได้ชัด


4. ยอมรับในความผิดพลาด


เรื่องของการทำงานผิดพลาดนั้น มักเกิดขึ้นได้บ่อยกับทุกคนอยู่แล้ว แต่ในทุก ๆ ครั้งที่เราทำพลาด ก็แปลว่านั่นคือ ประสบการณ์ที่เราจะได้รับมากขึ้นนั่นเอง


5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ


เมื่อเราทำตาม 4 วิธีแรกแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผล เราจึงขอแนะนำวิธีสุดท้ายก็คือ เราสามารถไปปรึกษาแพทย์ หรือผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาก็ได้เช่นกัน เพื่อที่จะทำให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น และอาจจะได้ข้อคิด หรือมุมมองใหม่ ๆ ที่จะทำให้เราเข้าใจถึงโรคที่เรากำลังเจอมากขึ้นกว่าเดิม


สุดท้ายแล้วอาการ Imposter Syndrome นั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่าลืมที่จะสำรวจตัวเองกันว่ากำลังมีลักษณะนิสัยที่จะเป็นโรคนี้หรือไม่ แล้วก็อย่าลืมว่า คนเราสามารถผิดพลาดกันได้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้น อย่ากดดันตัวเอง อย่าเครียดมากจนเกินไป และพวกเรา DOPE EYES ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน โดยหวังว่าทุกคน จะผ่านช่วงเวลาแย่ ๆ นี้ไปได้ และเป็นตัวเองได้อย่างมีความสุขนะ


Source: https://bit.ly/3tjuIbJ https://bit.ly/3xzp0UP https://bit.ly/3tmBKfQ

https://bit.ly/3NXF09y https://bit.ly/3tKzkZ1




81 views0 comments